การเริ่มต้นถ่ายภาพโพลารอยด์

269 จำนวนผู้เข้าชม  | 

มือใหม่หัดเล่นกล้องโพลารอยด์ใช่ไหม? มาถูกที่แล้วครับ เนื้อหาต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจวิธีการใช้งานและข้อควรระวังสำหรับหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดต่างๆ ที่พบบ่อยได้ ลองติดตามกันได้เลยครับ

1. การเตรียมกล้องและฟิล์ม

อันดับแรก : ชาร์จแบตเตอรี่กล้องให้เต็ม (ถ้าเป็นกล้อง i-Type) แล้วบรรจุฟิล์มอย่างถูกต้อง

เรียนรู้เกี่ยวกับกล้องได้จากคู่มือ Quick Start Guide และคู่มือการใช้งาน : หาคู่มือการใช้งานกล้องโพลารอยด์ที่ต้องการได้ที่นี่

ถ้ายังไม่ได้บรรจุฟิล์ม...อยากรู้ว่าต้องใช้ฟิล์มแบบไหนลองดูที่ : คู่มือการเลือกฟิล์มโพลารอยด์

ดูวิธีการบรรจุฟิล์มที่นี่

2. การเล็งและการจัดเฟรมให้ถูกต้อง

กล้องโพลารอยด์มักจะมีช่องมองภาพแยกกับเลนส์ ดังนั้นสิ่งที่ช่างภาพมองเห็นกับสิ่งที่กล้องมองเห็นจะมีมุมมองที่ต่างกันเล็กน้อย เรียกว่า parallax ผู้ใช้จำเป็นต้องปรับแก้การเล็งใหม่เพื่อให้องค์ประกอบของภาพที่ออกมาถูกต้อง

โดยเฉพาะเมื่อถ่ายภาพวัตถุระยะใกล้ เช่น การภาพพอร์เทรต หลังจากช่างภาพจัดองค์ประกอบเบื้องต้นได้ตามที่ต้องการแล้ว จากนั้นให้ปรับแก้เพิ่มเติมโดยเล็งกล้องต่ำลงพร้อมแพนกล้องไปทางขวาเล็กน้อย

สำหรับการถ่ายภาพวิวจะเกิด parallax น้อยมาก จึงแทบไม่จำเป็นต้องมีการปรับแก้ใดๆ

การปรับแก้อาจต้องระมัดระวังเล็กน้อย ช่างภาพควรเล็งไปยังวัตถุที่ต้องการอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นอาจจะได้ภาพที่มีฉากหลังคมชัดกว่าวัตถุฉากหน้าซึ่งหลุดโฟกัสก็เป็นได้

3. การถ่ายภาพในที่ร่ม (ใช้แฟลช)

เมื่อถ่ายภาพวัตถุใดๆ ในที่ร่มโดยที่ไม่มีฉากหลังหรือกำแพงอยู่ด้านหลัง พื้นหลังของภาพจะมืด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการถ่ายภาพแอนะล็อก สาเหตุเกิดจากแสงแฟลชไปสะท้อนวัตถุแรกที่กระทบแล้วกล้องจับภาพวัตถุนั้นได้ทันที ในขณะที่แสงจากฉากหลังสะท้อนมาถึงกล้องภายหลังจากม่านชัตเตอร์ปิดและบันทึกภาพไปแล้ว ข้อควรจำ: การทำงานของแฟลชจะมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อระยะห่างเพิ่มขึ้น ดังนั้น ถ้าต้องการให้ฉากหลังมีแสงสว่างเพียงพอไม่มืดดำควรให้วัตถุที่ต้องการถ่ายอยู่ด้านหน้าฉากในระยะที่เหมาะสม

การถ่ายภาพในที่ร่มโดยใช้แฟลช ควรเล็งไปที่วัตถุที่ต้องการอย่างถูกต้อง หากเล็งกล้องไกลออกไปแล้วกดปุ่มชัตเตอร์ลงครึ่งหนึ่ง ตัววัดแสงของกล้องจะคำนวณระยะทางและปรับการรับแสงให้เหมาะสำหรับวัตถุที่กล้องกำลังเล็งอยู่ ทำให้วัตถุที่ต้องการถ่ายจริงๆ สว่างเกินไป (over exposure) และอาจโฟกัสพลาดอีกด้วย

4. การถ่ายภาพในที่ร่ม (ไม่ใช้แฟลช)

แสงคือคู่หูที่ดีที่สุดในการถ่ายภาพอินสแตนท์แอนะล็อก ขอแนะนำให้เปิดแฟลชทุกครั้งถ้าเป็นไปได้ และควรจำระยะทำการของแฟลชของกล้องที่ใช้งานอยู่ให้ขึ้นใจ เพื่อหลีกเลี่ยงภาพที่มืดเนื่องจากวัตถุอยู่นอกระยะแฟลช

หากต้องการถ่ายภาพโดยไม่ใช้แฟลช อย่าลืมว่าสภาพแสงโดยรวมต้องมีความสว่างเพียงพอและใช้ขาตั้งกล้องหรือถือกล้องให้นิ่งที่สุด เพราะถ้าไม่ทำแบบนั้น อาจเสี่ยงที่ภาพจะออกมาเบลอ (เนื่องจากถ้าไม่เปิดแฟลช กล้องจะเปิดรับแสงนานขึ้น นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรขยับจนกว่าภาพจะถูกฟีดออกจากกล้องเรียบร้อยแล้ว) อย่าลืมว่าการถ่ายภาพในที่ร่ม ภาพผลลัพธ์สุดท้ายอาจจะมีโทนสีที่อมเหลือง (ชมพูหรือน้ำเงิน) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิสีของแหล่งกำเนิดแสงภายในอาคาร อย่างไรก็ตาม เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเราแนะนำให้เปิดแฟลชเสมอเมื่อต้องการถ่ายภาพในที่ร่ม

5. การถ่ายภาพกลางแจ้ง

ฟิล์มโพลารอยด์มีช่วงไดนามิก (dynamic range) ที่ค่อนข้างแคบ จึงเป็นไปได้ยากที่จะถ่ายภาพกลางแจ้งให้มีรายละเอียดที่ครบทั้งส่วนมืดและส่วนสว่าง โดยถ้ากล้องคำนวณการเปิดรับแสงที่ส่วนมืดของภาพจะทำให้รายละเอียดบางส่วนของส่วนสว่างหายไป (over exposure) กลับกัน เมื่อส่วนสว่างของภาพมีการเปิดรับแสงที่พอดีส่วนมืดของภาพจะเปิดรับแสงน้อยเกินไป ตัวอย่างเช่น ในการถ่ายภาพวิวท้องฟ้ามีความสว่างพอดีแต่พื้นดินกลับมืดกว่าปกติ หรือพอพื้นดินสว่างพอดีท้องฟ้ากลับขาวโพลนไปหมด ผลลัพธ์คล้ายๆ กันนี้อาจจะเกิดกับกรณีที่ช่างภาพกำลังถ่ายภาพอยู่ในเงามืดโดยมีแหล่งกำเนิดแสงขนาดใหญ่ (ดวงอาทิตย์) อยู่ด้านหน้าด้วยเช่นกัน หรือภาพผลลัพธ์อาจจะมืดกว่าปกติเมื่อถ่ายภาพในวันที่มีเมฆมากด้วย

เมื่ออยู่กลางแจ้งและวัตถุอยู่นอกระยะแฟลช ขอแนะนำให้ปิดแฟลชเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้กล้องปรับรูรับแสงที่ทำให้ภาพเปิดรับแสงน้อยเกินไป (underexposure) ถ้าเป็นวันที่มีแดดจ้าให้ใช้แสงแดดเป็นแหล่งกำเนิดแสงหลักในการถ่ายภาพ โดยจัดตำแหน่งให้ดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลังของช่างภาพ จากนั้นหันหน้าเข้าหาวัตถุเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเงา ปิดแปลชและถือกล้องให้นิ่งที่สุด

6. การถ่ายภาพด้วย self-timer

การใช้โหมดตั้งเวลาถ่ายภาพ (self-timer) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดช่างภาพควรอยู่ด้านหลังกล้องในขณะที่กำลังตั้งค่า ห้ามยืนบังหน้ากล้อง

7. การถ่ายภาพหน้ากระจก

การถ่ายภาพหน้ากระจกควรมีแสงสว่างที่เพียงพอ โดยหลีกเลี่ยงการเกิดการสะท้อนแสงไฟจากกระจกโดยตรง และอย่าลืมปิดแฟลชก่อน เพราะไม่เช่นนั้น การสะท้อนของแสงจะทำให้ตัววัดแสงของกล้องทำงานผิดพลาดได้ และกล้องอาจจะเปิดรับแสงน้อยเกินไป ส่งผลให้ภาพที่ได้มืดหรือดำมาก

ในกรณีที่จำเป็น ช่างภาพสามารถปรับเพิ่มหรือลดแสงที่ตัวกล้องเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม

8. ถ่ายภาพให้หมดทั้งแพ็คภายในหนึ่งเดือน

เมื่อบรรจุฟิล์มในกล้องแล้วควรถ่ายภาพให้หมดภายในหนึ่งเดือน เพื่อสีสันและคอนทราสต์ที่ดีกว่า โดยเมื่อผ่านช่วงเวลาดังกล่าวไปฟิล์มจะเกิดการออกซิไดซ์ทำให้สีสันสดใสน้อยลง

ควรเก็บกล้องไว้ในที่แห้งและเย็นเสมอเมื่อมีฟิล์มอยู่ในกล้อง

9. ฟิล์มมีความไวต่ออุณหภูมิ

หากต้องการหลีกเลี่ยงภาพถ่ายที่มีโทนสีเขียวหรือโทนสีแดงมากเกินไป ควรเก็บฟิล์มและกล้องที่อุณหภูมิต่ำหรือสูงกว่า โดยพิจารณาจากเงื่อนไขสองข้อนี้

  • ที่อุณหภูมิต่ำกว่า (<13°C) ภาพจะให้โทนสีเขียว
  • ที่อุณหภูมิสูงกว่า (> 28°C) ภาพจะให้โทนสีแดง

ทั้งนี้การเล่นกับอุณหภูมิสีก็เป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของการถ่ายภาพโพลารอยด์ด้วย ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ อุณหภูมิส่งผลต่อฟิล์มอย่างไร?

10. ปกป้องฟิล์มจากแสง

จริงอยู่ว่าป้องกันไม่ให้ฟิล์มโดนแสงก่อนถ่ายภาพนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ช่างภาพจำเป็นต้องปกป้องฟิล์มจากแสงในขณะที่ฟิล์มถูกฟีดออกมาจากกล้องด้วยเช่นกัน วิธีที่ดีที่สุดคือ ปล่อยฟิล์มไว้ใต้แผ่นฟิล์มชีลด์ประมาณ 10 วินาที แล้วค่อยดึงออกอย่างระมัดระวังและเก็บให้พ้นแสงต่อจนกว่าจะเดวิล็อปเสร็จ เช่น เก็บในกระเป๋าเสื้อ หรือคว่ำทิ้งไว้บนโต๊ะ เป็นต้น

11. วิธีถอดกลักฟิล์มออกจากกล้อง

เมื่อต้องการถอดกลักฟิล์มเปล่าออกจากกล้องหลังจากถ่ายภาพครบทั้ง 8 ภาพแล้ว สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการดึงแถบสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่ด้านล่างของกลักฟิล์มซึ่งมันถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์นี้

12. กลักฟิล์มเปล่าทิ้งอย่างไร?

เมื่อถ่ายภาพครบทั้ง 8 ภาพแล้ว ตอนนี้ช่างภาพจะเหลือเพียงกลักฟิล์มเปล่าๆ แล้วต้องทำอะไรกับมัน? อ่านวิธีการทิ้งอย่างถูกต้องที่นี่

  1. ใช้นิ้วโป้งบิดเปิดบริเวณช่องที่ฟิล์มออกมา เพื่อขยายช่องให้ใหญ่ขึ้น
  2. ถอดสปริงด้านในออกมาตามช่องเปิด – ระวัง! ขอบสปริงบาดมือ 
  3. ถอดแบตเตอรี่ออก (ถ้ามี) – ปิดอิเล็กทรอนิกคอนแท็กด้วยเทปกาวทันที
  4. แยกทิ้งตลับพลาสติก สปริงโลหะ และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

หมายเหตุ : จุดทิ้งแบตเตอรี่มักจะอยู่ตามร้านค้าหรือทางเข้าห้างสรรพสินค้า หรือจุดบริการอื่นๆ

13. การดูแลรักษาภาพถ่าย

เมื่อภาพถูกฟีดออกมาและดีเวลลอปจนเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ยังมีข้อมูลสำคัญบางอย่างที่ควรรู้เกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บ เพื่อหลีกเลี่ยงการเฟดจางก่อนเวลาอันควร ช่วยให้ภาพถ่ายอยู่กับเราได้นานยิ่งขึ้น อ่านวิธีเก็บรักษาภาพถ่ายโพลารอยด์ได้ที่นี่

14. อย่าเอาฟิล์มออกจากกล้องจนกว่าจะถ่ายเสร็จ

บางทีช่างภาพอาจเกิดไอเดียอยากจะใช้งานสลับไปมาระหว่างฟิล์มสีกับฟิล์มขาวดำโดยที่ในกล้องยังมีฟิล์มเหลืออยู่ ไม่แนะนำให้ทำแบบนั้น เพราะจะทำให้ฟิล์มที่เหลือทำปฏิกิริยากับแสงเสียหายและไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีก ควรถ่ายให้ครบทั้ง 8 ภาพก่อนเปลี่ยนฟิล์มแพ็คใหม่

15. ข้อควรคำนึง : นี่คือฟิล์มอินสแตนท์แอนะล็อก ไม่ใช่ภาพถ่ายดิจิทัล

ข้อสุดท้ายที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าข้ออื่นๆ — คำว่า "นี่ไม่ใช่ภาพถ่ายดิจิทัล แต่เป็นการถ่ายภาพในแบบของอินสแตนท์แอนะล็อก" นั้นสื่อความหมายได้ 2 ประเด็นหลักๆ ดังต่อไปนี้

  1. ไม่สามารถเปรียบเทียบภาพถ่ายดิจิทัลกับภาพถ่ายจากกล้องโพลารอยด์ได้ (หรือรวมถึงกล้องแอนะล็อกและกล้องฟิล์มอื่นๆ) เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่แตกต่างกัน ความแตกต่างระหว่างภาพถ่ายดิจิทัลกับภาพถ่ายแอนะล็อกก็คล้ายกับการฟังเพลงดิจิทัลอย่าง MP3 กับการฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิลนั่นแหละ ซึ่งการถ่ายภาพแบบดิจิทัลนั้นมีความสมบูรณ์แบบและไร้ที่ติกลับกันความสวยงามของการถ่ายภาพแอนะล็อกนั้นสิ่งหนึ่งก็คือความไม่สมบูรณ์แบบนั่นเอง มันมีชุดถาดสีในรูปแบบของตัวเอง รวมถึงมีพื้นผิวและลุคเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างจากภาพดิจิทัล
  2. กล้องดิจิทัล (รวมถึงสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน) สร้างความคุ้นชิ้นให้ผู้คนโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่เรากำลังเล็งกล้องดิจิทัลไปที่วัตถุใดๆ กล้องจะมีการจัดการปรับเปลี่ยนปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ ภายในโดยอัตโนมัติ โดยที่เราแทบไม่ต้องคิดถึงเรื่องเหล่านี้เลย เช่น การเปิดรับแสง, รูรับแสง, คอนทราสต์ และอื่นๆ ...เรียกได้ว่าแทบไม่มี อะไรเหล่านี้ที่กล้องอินสแตนท์ที่เป็นระบบแอนะล็อกทำให้เราได้ เว้นแต่ว่าช่างภาพจะทำเอง

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับฟิล์มโพลารอยด์ได้ที่นี่ : คลิ๊ก

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้